สวัสดีครับ ผมขออนุญาตเรียนความก้าวหน้าของร่างกฎหมายที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการ “รื้อ ลด ปลด สร้าง” ระบบพลังงานไทยตามที่ผมได้ให้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน นั่นคือ กฎหมายกำกับการประกอบกิจการค้าน้ำมันและก๊าซ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย ทั้งประชาชนผู้ใช้น้ำมัน และผู้ประกอบกิจการค้าน้ำมัน และทำให้ราคาน้ำมันไม่ต้องปรับขึ้นลงรายวันอีกต่อไป อีกฉบับหนึ่งคือกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หรือโซลาร์รูฟ เพื่อจะช่วยให้การติดตั้งระบบนี้เป็นไปโดยรวดเร็ว เพื่อปลดแอกประชาชนจากราคาไฟฟ้าในระบบหลักที่ต้องปรับราคาตลอดเวลา จะทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าลง ซึ่งกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าแสงอาทิตย์เสร็จแล้วครับและเสนอเข้ากระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว!!

ภาพจาก : มติชนออนไลน์
สำหรับร่างกฎหมายกำกับการประกอบกิจการค้าน้ำมันและก๊าซนั้น ผมเขียนด้วยตัวเองทั้งหมด หลังจากที่ผมได้ออกประกาศกระทรวงพลังงาน ให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนน้ำมัน ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมา
ผมร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นเพื่อกำกับดูแลการกำหนดราคาน้ำมันให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม เพราะการปรับราคาน้ำมันในทุกวันนี้อ้างอิงจากราคาปัจจุบันในตลาดโลก ซึ่งอาจไม่ได้สะท้อนจากต้นทุนที่แท้จริง และสร้างภาระให้แก่ประชาชน แต่กฎหมายฉบับนี้จะมีกลไกในการกำกับดูแลราคาน้ำมันรวมไปถึงราคาก๊าซ ให้เป็นธรรมต่อประชาชนมากที่สุด เรียกว่า ระบบ Cost Plus ซึ่งหมายถึงระบบที่คำนวณราคาตามต้นทุนที่แท้จริงแทนการอ้างอิงราคาน้ำมันต่างประเทศ โดยผู้ค้าต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าปรับขึ้นราคาเพราะอะไร และให้ปรับได้เดือนละ 1 ครั้ง
นอกจากประชาชนจะได้รับการคุ้มครองด้านราคาน้ำมันที่เป็นธรรมแล้ว กฎหมายฉบับนี้ ยังจะเปิดโอกาสให้มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ได้เองสำหรับผู้ที่ประกอบการขนส่ง เกษตรกร ชาวประมง และบริการสาธารณกุศล อีกทั้งจะให้สิทธิประโยชน์ในการซื้อน้ำมันราคาพิเศษแก่ผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ที่สำคัญ ผมขอขอบคุณท่านคณะกรรมการทุกท่านที่ได้กรุณามาช่วยผมทบทวนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ทุกท่านล้วนเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในด้านกฎหมายและด้านพลังงาน ซึ่งได้สละเวลามาร่วมประชุมกับผมทุกสัปดาห์ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 15 รอบ เพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาอย่างถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด ไม่ขาดไม่เกิน
ท่านแรก คือ ท่านณอคุณ สิทธิพงศ์ ท่านเคยเป็นอดีตปลัดกระทรวงพลังงานเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญทั้งเรื่องของน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า
ท่านที่สอง คือ ท่านอธึก อัศวานันท์ ท่านเป็นนักกฎหมายมือหนึ่ง เป็นผู้ก่อตั้งสำนักกฎหมาย Baker McKenzie และเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน
ท่านที่ 3 คือ ท่านพัชโรดม ลิมปิษเฐียร ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการ และกำกับดูแลกฎหมายด้านพลังงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ท่านที่ 4 คือ ท่านจินตพันธุ์ ทังสุบุตร ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งท่านเป็นผู้ชำนาญการและดูแลงานกฎหมายด้านการเงินการคลัง
ส่วนท่านสุดท้าย ก็คือ ‘ยิ้ม’ หรือ สุทธิรักษ์ ยิ้มยัง คนที่เป็นมือขวาช่วยผมทำงานด้านกฎหมายมาตลอดตั้งแต่คดีโฮปเวลล์
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นอีกกลไกในการสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นอีกรากฐานในการสร้างความมั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน ของระบบพลังงานไทย เพื่อความสุขของคนไทยทุกคน
ขอบคุณครับ
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน
///
Cr. ขอบคุณเจ้าของภาพ