<การสร้างวินัยจราจร>
เทศกาลแห่งความสุขสันต์ คือเทศกาลปีใหม่ กับเทศกาลสงกรานต์ ที่มีเป็นประจำทุกปีเพราะเป็นประเพณีนั้น
มันแฝงไว้ด้วยอุบัติเหตุการจราจรทางบก ทำให้มีคนถึงแก่ความตาย บาดเจ็บ และถึงขั้นพิกลพิการรวมทั้งความเสียหายของยวดยานพาหนะ ชนิดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
ทำไมเทศกาลแห่งความสุขสันต์จึงได้กลายเป็นเทศกาลแห่งความเจ็บปวดชอกช้ำ ? จนทางการต้องเรียกว่า <เจ็ดวันอันตราย>
ตอบแบบกำปั้นทุบดิน เพราะความไม่มีวินัยของผู้ขับขี่ยานพาหนะเป็นหลัก เช่นขับขี่รถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เมาแล้วขับ การฝ่าฝืนเครื่องหมายและกฎจราจร เป็นต้น
และอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องใหญ่ ที่เคยเป็น Talk of the town ที่มีคนในสังคม ของผู้ใช้รถใช้ถนน ในประเทศไทยพูดถึงมากที่สุด คือการออกกฎหมาย เพิ่มอัตราโทษความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก
<ตำรวจ> กลายเป็นจำเลยของสังคมเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่กฎหมายนั้นออกโดยกระบวนการทางรัฐสภา ตำรวจเป็นเพียงผู้บังคับใช้กฎหมายแต่ก็ไม่วาย กลายเป็น <แพะรับบาป>
หาว่าต้องการเงินรางวัลจากค่าปรับ พูดกันสนุกปาก
พวกกุ๊ยก่อกวนด่านตรวจ ก่อกวนการทำงานของตำรวจ ก็วุ่นวายไม่รู้จบ แม้จะเคยถูกดำเนินคดีถูกศาลพิพากษาไปแล้ว
ขอเตือนกุ๊ยทั้งหลายที่ชอบซ่า ชอบแทรกแซงงานของตำรวจ ถ้าไม่ยำเกรงกฎหมายก็ระวัง <กฎแห่งกรรม> ไว้บ้าง ก็แล้วกัน
ทำไม ? ทีมงานโฆษก ตร. หรือของหน่วยงานจราจรถึงไม่ออกมาพูดชี้แจงให้คนในสังคมได้เข้าใจบ้าง
โดยเฉพาะเรื่องค่าปรับที่เป็นส่วนของเงินรางวัลนั้น มันเป็นไปตามที่กำหนดไว้ ต้องแบ่งไปให้ใครบ้าง ? แบ่งหน่วยงานไหนบ้าง ? กี่เปอร์เซ็นต์ ?
มันไม่ได้เป็นเงินรางวัลของตำรวจเพียงฝ่ายเดียว และตำรวจเอง ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของเงินรางวัล
ไม่เป็นไรครับ ตำรวจเป็นอาชีพที่มีความอดทนสูง
เรามาหาวิธีการส่งเสริม <ทำให้คนมีวินัยจราจรกันดีมั้ย ?>
จะได้ลดการเกิดอุบัติเหตุ จะได้ลดจำนวนผู้ตาย จากอุบัติเหตุ จะได้ลดจำนวนผู้พิการ จากอุบัติเหตุ จะได้ลดจำนวนผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุ จะได้ลดความเสียหายของทรัพย์สิน จากอุบัติเหตุ
และที่สำคัญ จะได้ไม่ต้องทำผิดกฎจราจร จะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับ จะได้ไม่มีใครได้รับรางวัลจากเงินค่าปรับ
<ในแต่ละประเทศ> ต่างก็มีวัฒนธรรมประเพณี และบริบททางสังคม แตกต่างกัน
การเกรงกลัวต่อการกระทำความผิดกฎหมาย ของผู้กระทำ แตกต่างกัน
การบังคับใช้กฎหมายของผู้มีอำนาจหน้าที่ แตกต่างกัน
ในที่นี้ จะขอกล่าวถึงเฉพาะ <ประเทศไทย>
ลักษณะนิสัยอย่างหนึ่งของคนไทยที่กล่าวขานกันมา ตั้งแต่โบราณว่า <ทำอะไรตามใจคือไทยแท้>
ถึงคราวต้องปรับเปลี่ยนหรือยัง ? เริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว คือ <วินัยจราจร>
<วิธีการ> คือ <ต้องปลูกฝังจิตสำนึกด้วยการศึกษาอบรมและฝึกปฏิบัติ> โดยการกำหนดให้ เป็นหลักสูตรในสถานศึกษา ดังนี้
1. ให้มีการเรียน พ.ร.บ. จราจรทางบกและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องซ้ำ ๆ กันทุกปี ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 หมายถึง ม.1 เรียนหมดทุกกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งเครื่องหมายจราจร พอ ม.2 จนถึง ม.6 ก็เรียนเหมือน ม.1 ศึกษากฎหมาย กฎจราจรและที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเครื่องหมายจราจรให้ถ่องแท้ <จนซึมซับเข้าไปในหัวใจและจิตสำนึก> ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ? ถ้าผิดกฎหมายจะต้องรับโทษอย่างไร ?
2. ม.2-3 ให้ฝึกหัดขับขี่รถจักรยานยนต์รวมทั้งซ่อมบำรุงพื้นฐานเพิ่มเติม
3. ม.4-5 ให้ฝึกหัดขับรถยนต์และเรียนซ่อมบำรุงพื้นฐานเพิ่มเติม
4. ม.6 ให้ฝึกหัดขับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ และการซ่อมบำรุงพื้นฐาน
5. <การสอบภาคทฤษฎี> กฎหมาย ต้องได้คะแนนเต็มจึงจะถือว่าสอบผ่าน
6. <การสอบภาคปฏิบัติ> อายุครบเกณฑ์ จัดให้มีการสอบ การขับขี่รถจักรยานยนต์ รถยนต์เพื่อให้ได้ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์ จากกรมการขนส่งทางบก
7. ประสานงานกับ <โรงพยาบาล> พานักเรียนไปดูผู้บาดเจ็บจากการขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยประมาท ผิดกฎหมายจนเกิดอุบัติเหตุที่โรงพยาบาล
จะได้เห็นของจริง จะได้รู้สึกเกรงกลัว เพราะไม่อยากบาดเจ็บ ไม่อยากพิการ และไม่อยากตาย
ดังคำกล่าวที่ว่า <ตัวอย่างดีมีค่ากว่าคำสอน>
หรือเอาภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง กรณีเกิดอุบัติเหตุ จนมีความบาดเจ็บสูญเสีย มาฉายให้ดู
<อาจจะ> เห็นผลเป็นรูปเป็นร่างอย่างเป็นรูปธรรม ในอีกหลายปีข้างหน้าหรืออาจถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ก็สุดแท้แต่ความจริงใจของทุกคนทุกฝ่าย ที่มีส่วนร่วม หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง
แต่มันจะเป็นมรรคเป็นผลให้คนไทยกลายเป็นคนมี <วินัย> ในเรื่องต่าง ๆ ไปในตัว
การมีวินัย จะทำให้รู้จักบทบาทหน้าที่ตัวเองรู้ถึงขอบเขตแห่งการกระทำที่ถูกต้องเป็นการสร้างความซื่อตรง ซื่อสัตย์
คำกล่าวโบราณ <ทำอะไร<ตามใจ>คือไทยแท้> อาจต้องเปลี่ยนใหม่ เป็น <ทำอะไร<ด้วยใจ>คือไทยแท้>
เปลี่ยนได้เมื่อไหร่ประเทศไทยจะเจริญกว่าปัจจุบันนี้เมื่อนั้น
เพราะประเทศไทย มีคนดี คนเก่ง อยู่เยอะ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ขาดเพียง <วินัย> เท่านั้น
มีผู้รู้กล่าวว่า <ความสำเร็จ เมื่อเริ่มลงมือทำ หนทางแม้ยาวไกล ก็ยังดีที่ได้ <ฝัน> ครั้นเข้าไปใกล้ ก็เปลี่ยนจากความฝันเป็น<เป้าหมาย> สุดท้ายเมื่อทำได้ <สำเร็จ> มันหมายถึง <ความสุข> ที่ยิ่งใหญ่>
ทำอะไรได้ ก็รีบทำซะ รออะไรอยู่ล่ะ ?
พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท